เรื่องเล่าจากแรชฟอร์ด

เชื่อว่าในวัยเด็กของชายทั่วโลก มากกว่าครึ่งต้องมีความฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้ หรือมากกว่านั้นคือได้มีโอกาสรับใช้ชาติที่ตนกำเนิดหรืออาศัยอยู่

พุธที่ 22 มีนาคม 2560 16:42 น.
demo
    หลายคนพบกับความผิดหวัง และหลายคนก็ประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือ มาร์คัส แชฟอร์ด กองหน้าดาวรุ่งจากแมนฯยูไนเต็ดและทีมชาติอังกฤษ ที่จะมาเล่าประสบการณ์และความฝันในวัยเยาว์ว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขามายืนอยู่จุดนี้ได้ ก่อนเกมที่เจ้าตัวจะพบกับเยอรมันในคืนวันนี้ 

    "ผมอาศัยและเติบโตที่เมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งครอบครัวของผมมีการแข่งขันกันเล็กน้อย ไม่ว่าพวกเขาซื้อของขวัญให้ผมเนื่องในโอกาสอะไรก็ตาม พวกเขาจะรู้เสมอว่ามีสิ่งหนึ่งที่ผมชอบก็คือ ชุดฟุตบอลใหม่ล่าสุด"
    
    "ในแมนเชสเตอร์ หลายครอบครัวมีการแบ่งแยก อย่างน้อยก็ครอบครัวของผมล่ะ โดยครึ่งหนึ่งเชียร์แมนฯยูไนเต็ด ส่วนที่เหลือเชียร์แมนฯซิตี ดังนั้นชุดฟุตบอลมันเป็นมากกว่าของขวัญ โดยเฉพาะเมื่อผมโตขึ้นและเริ่มไปได้ดีบนเส้นทางลูกหนัง เหล่าคุณลุงของผมจะซื้อชุดบอลใหม่ล่าสุดทั้งแมนฯยู หรือ แมนฯซิตี เพื่อพยายามให้ผมเชียร์ทีมนั้นตามพวกเขา ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องตลกในครอบครัวเราเลย" 

    "แต่มีอยู่ชุดๆนึงที่ตัวผมจะไม่มีทางลืมเลย ซึ่งมันไม่ใช่ทั้งเสื้อของ ยูไนเต็ด และ ซิตี" 

    "คืนหนึ่ง ผมกลับมาบ้านหลังจากเตะฟุตบอลเสร็จกับพวกพี่ๆ ลุงผมก็เดินเข้ามาและนำบางอย่างมาให้ผม สิ่งนั้นคือชุดฟุตบอลสีแดงก่ำ ผมหยิบและมองชุดๆนั้น และรู้ว่าชุดนี้มันแตกต่างออกไป เพราะบนหน้าอกฝั่งซ้ายมีตราสัญลักษณ์สิงโต 3 ตัว และ ดาวสีทองอีก 1 ดวง" 

    "และนั้นคือเสื้อทีมชาติอังกฤษตัวแรกในชีวิตผม" 

    "ผมพลิกไปดูด้านหลังเสื้อเพื่อดูว่ามันมีหมายเลขอะไร (แน่นอนว่าเบอร์เสื้อเป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้ว)" 
    
    "ปรากฏว่าเป็นเบอร์ 9 และเหนือตัวเลขนั้นมีชื่อคนอยู่เขียนว่า "รูนีย์" " 



    "ผมเด็กเกินไปที่จะชมฟุตบอลอังกฤษในยุด 90 ที่มียอดดาวยิงอย่าง อลัน เชียร์เรอร์, เทดดี เชอร์ริงแฮม ซึ่งสำหรับผมแล้วคือ เวย์น รูนีย์ คือความทรงจำแรกเริ่มกับทีมชาติ เขากับไมเคิล โอเวน ประสานงานกันในแดนหน้า ซึ่งผม, เดน และ ดเวย์น (พี่ชาย) จะนั่งดูเกมทีมชาติอังกฤษด้วยกันเสมอ" 

    "และจากนั้นเมื่อผม 8 ขวบ ลุงก็ให้เสื้อ รูนีย์ ตัวนั้นกับผม ผมก็เหมือนเด็กคนอื่นๆ เมื่อเล่นฟุตบอลและมีชื่อใครสักคนปักอยู่บนหลังเสื้อ ก็อยากจะเล่นให้ได้อย่างเขาคนนั้น" 

    "นับตั้งแต่วันนั้นผมก็ตัดสินใจเป็นกองหน้าทันที อยากเป็นเหมือนรูนีย์ และอยากลงเล่นให้กับทีมสิงโตคำรามด้วย" 

    "นอกจากนี้ยังมีสถานที่หนึ่งที่สำคัญกับผมมากในแมนเชสเตอร์ ที่นั่นคือสนามฟุตบอลตรงข้ามกับถนนเส้นหลัก แต่ถ้าในสนามไม่มี เดน และ ดเวย์น แม่จะไม่ปล่อยให้ผมข้ามถนนและไปเล่นฟุตบอลกับคนอื่น แต่มีสนามหรือไม่นั้น ก็ไม่สามารถหยุดผมให้เล่นฟุตบอลได้หรอก"

    "นอกจากนี้ผมยังมีลูกบอลที่ผมเขียนชื่อตัวเองไว้ เตะอัดกำแพงในบ้านหรือตรงทางเดินหรือที่ๆผมเล่นมันได้"

    "วันที่ผมได้เล่นฟุตบอลกับพวกพี่ๆคือวันที่ยอดเยี่ยมที่สุดเลย ผมชื่นชอบที่ได้ลงเล่นกับเด็กที่โตกว่า บางครั้งก็ได้เล่นสนามหน้าสภาที่ดินของเมือง รายล้อมไปด้วยบ้านคนมากมาย ซึ่งมันเจ๋งมาก เพราะเราได้เล่นบนสนามสีเขียวแห่งนี้และมีเด็กอีกหลายคนที่เล่นในที่นี้ด้วย  และมักจะจิตนาการว่าเราเป็นรูนีย์ หรือ โอเวน ไม่ก็ริโอ (เฟอร์ดินานด์) กำลังฟาดแข้งกันอยู่สนามเวมบลีย์ ซึ่งความฝันแบบนี้ได้ผูกพวกเราไว้ด้วยกัน ได้เล่นฟุตบอลด้วยกัน และยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่ในตอนนี้ หลายคนก็ถูกแมวมองดึงตัวไปร่วมอคาเดมี รวมทั้งผมด้วยที่ไปอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"

    "คนมากมายสงสัยว่าผมมาจากไหน และพูดกันตรงๆ ในบางครั้ง ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าปีที่แล้วมันผ่านไปเร็วมาก วันหนึ่งตอนผมซ้อมอยู่ที่ยูไนเต็ด เพื่อนร่วมทีมบอกผมว่าผมมีชื่อติดทีมชาติชุดสู้ศึกยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศส ทีแรกผมไม่เชื่อหรอกนะ คิดว่ามันเป็นแค่เรื่องตลกด้วยซ้ำ เพราะผมพึ่งได้ประเดิมสนามกับแมนยูฯไนเต็ดเมื่อช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเอง ก่อนที่สตาฟฟ์ เพื่อนร่วมทีม แม่และใครๆ อีกหลายคนคนมาย้ำกับผมอีกทีว่าได้ไปฝรั่งเศสจริงๆ"



    "ก่อนวันที่จะได้ประเดิมสนามพบกับทีมชาติออสเตรเลีย เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ผมหยุดคิดไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คิดซ้ำไปมาทั้งเรื่องการเล่น เรื่องในสนาม หรือในห้องแต่งตัว จนเมื่อวันนั้นมาถึง ผมเดินเข้าไปที่ห้องแต่งตัวของทีม มองไปรอบๆก็พบกับเสื้่อของแต่ละคนที่แขวนบนตู้ จากนั้นค่อยมองไปที่เสื้อของผม"

    "เสื้อสีแดงที่มีตราสัญลักษณ์สิงโต 3 ตัว และ ดาวสีทองอีก 1 ดวง และเมื่อพลิกไปที่ด้านหลังก็เจอกับหมายเลข 9 พร้อมกับชื่อที่ปักว่า "แรชฟอร์ด" "

    "ผมหัวเราะและบอกกับตัวเองว่าเราไม่ได้ฝันไปแล้ว เรากำลังเล่นให้ทีมอังกฤษ" 

    "ใน 3 นาทีที่ผมได้สัมผัสพื้นหญ้า ผมทำประตูแรกในนามทีมชาติอังกฤษได้ ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี มันเหลือเชื่อมาก เมื่อส่งบอลเข้าก้นตาข่ายไปแล้ว เหมือนกับบางอย่างออกไปจากหัวคุณ แต่ในขณะเดียวกันทันทีที่คุณทำมันได้ คุณก็อยากจะทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก" 

    "และเกมในครึ่งหลัง มีอีกเหตุการณ์ที่ผมจะไม่ลืมเลย เพื่อนร่วมทีมถูกเปลี่ยนลงในแมตช์นั้น สวมเสื้อหมายเลข 19 และคนนั้นคือ เวย์น รูนีย์"
    
    "ผมอยู่บนสนามเดียวกับเขา ไม่ได้อยู่บนสนามบอลแถวบ้านหรือกำลังดูทีมชาติผ่านจอแก้วอีกแล้ว มันพิเศษมากๆ" 

    "แน่นอนว่าผมรู้ว่ามีการเปรียบเทียบระหว่างเรา 2 คน มีหลายคนคาดหวังกับผม แต่ผมแค่โฟกัสกับการพัฒนาเกมการเล่นของตนเองเท่าที่ผมทำได้ และเรียนรู้จากรูนีย์ให้ได้มากที่สุด"

    "เวย์น คุยเรื่องเกมกับผมบ่อยมาก ตำแหน่งที่เขาเล่น สถานการณ์ที่เขาต้องเผชิญ ผมเจอกับเวย์นหลังจากลงเล่นให้กับสโมสรนัดแรก ตอนนั้นเขายังบาดเจ็บอยู่ แต่เวย์นเขามาที่ห้องแต่งตัวหลังเกมจบ เดินตรงเข้ามาหาผมและกล่าวยินดี มันอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับผมมันมีความหมายมาก" 
    
    "และจริงแล้ว เขาเป็นคนที่ดูผ่อนคลาย เขาเป็นแบบนั้นแหละ"
    
    "เวย์นพูดกับผม "แค่ออกไปแล้วเล่นฟุตบอล" หรือ "ไม่ต้องประหม่า เล่นเกมของนาย และรู้สึกเป็นอิสระจากสนาม" "

    "เวย์นไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้ยิ่งใหญ่ เพราะเขาผ่านอะไรมามากและรู้ว่าอะไรจำเป็นที่สุดในตอนนี้ ย้อนกลับไปตอนอังกฤษตกรอบในเกมแพ้ไอซ์แลนด์ที่ฝรั่งเศส มันน่าผิดหวังมาก เราทุกคนนั่งกันในห้องแต่งตัวหลังเกม ไม่รู้ว่าต้องคิดอะไร แต่แล้วเวย์นก็ลุกขึ้นและพูดสิ่งหนึ่งขึ้นมา" 


    "เข้มแข็งไว้ เรายังต้องสู้อีกเยอะในอนาคตข้างหน้า" เวย์นพูดกับทุกคน โดยไล่ไปทีละคน" 

    "นั่นคือจุดที่เราอยู่ตอนนี้ พวกเรามองไปข้างหน้า ต่อสู้เพื่ออนาคต ผมรู้ว่าผมยังเป็นมือใหม่อยู่ และทีมก็เช่นกัน แต่เราต้องการจะสร้างประวัติศาสตร์ในช่วงที่เรามีโอกาส เรารู้ว่าคนตัดสินพวกเราจากถ้วยรางวัล นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญว่าเราจะสามารถนำความภาคภูมิใจกลับมาสู่ประเทศให้ได้ และเหล่ากองเชียร์ก็ตั้งตารอคอยสิ่งนั้นอยู่" 

    "ตอนนี้ผมมั่นใจ มุ่งมันไปข้างหน้า และผมรอไม่ไหวที่จะได้เล่นกับเยอรมัน และเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่เวมบลีย์ในปีนี้ ครั้งยังเด็ก ผมไม่เคยไปชมเกมที่สนามแห่งนี้เลย ทำได้แค่รับชมผ่านโทรทัศน์เท่านั้น ไม่ต่างจากความฝันก่อนหน้านี้ ทั้งเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ หรือเล่นที่เวมบลีย์" 

    "และเมื่อผมทำมันสำเร็จ มันไม่เหมือนที่ผมเคยฝันไว้"

    "แต่แบบนี้มันดีกว่าความฝันเยอะเลย" 

วีระภัทร์ เหล็กม่วง - เรียบเรียง