ซีรีส์ กษัตริย์นักกีฬา ตอนที่ 16

ตอนที่ 16 : พระมหากรุณาธิคุณในดวงใจชาวกีฬา (วงการเรือใบ)

ศุกร์ที่ 30 ธันวาคม 2559 08:00 น.
demo

การอภิปรายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ กับการกีฬา” โดย พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์, ศ.น.พ.รุ่งธรรม ลัดพลี, ศ.เจริญ วรรธนะสิน และ ดร.รชฏ กาญจนวณิชย์ ที่เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2530 เป็นประวัติศาสตร์ในวงการกีฬาอีกหน้าที่ควรกล่าวถึง ซึ่งเป็นความรู้สึกของตัวแทนบุคคลในวงการกีฬาที่ได้น้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในด้านงานกีฬา

ดร.รชฏ กาญจนวณิชย์ อดีตนักกีฬาเรือใบทีมชาติผู้หนึ่งที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เข้าแข่งขันเรือใบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้กล่าวถึงการทรงเรือใบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ดังนี้

การสนพระทัยกีฬาเรือใบของพระองค์ท่านเริ่มจากการที่ทรงต่อเรือใบเอ็นเตอร์ไพร์ สด้วยพระองค์เองและได้ต่อขึ้นมาอีกลำเป็นเรือเอ็นเตอร์ไพร์สที่เล่น 2 คน ตั้งชื่อว่าเรือราชปะแตนหลังจากนั้นก็เริ่มสนพระทัยขึ้นมาเรื่อย และได้ต่ออีกลำขึ้นแล่นเป็นเรือ โอ.เค. ให้ชื่อว่า เมฆา ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก 



เรือเมฆานั้นพระองค์ท่านทรงโปรดมากเพราะจะเห็นได้ว่าทรงพระองค์เดียวออกกำลังเต็มที่คนเดียวและรับผิดชอบพระองค์เดียวพระองค์ท่านทรงโปรดที่จะประดิษฐ์ด้วยพระองค์เอง ไม่ชอบซื้ออุปกรณ์ที่แพง ๆ ชอบประดิษฐ์ด้วยพระหัตถ์และทำตามแบบโดยละเอียดถูกต้องอย่างชนิดที่เรียกว่าวัดเป็นเซ็นต์เป็นมิลลิเมตรจะทรงศึกษาแบบแปลนข้อบังคับของเรือแต่ละประเภทอย่างถี่ถ้วนจริง ๆเรือที่พระองค์ท่านทรงต่อขึ้นจึงเป็นเรือที่สมบูรณ์ดีมาก เป็นเรือที่วิ่งได้ดี

อีกประการที่ประทับใจมาก คือสังเกตจากเวลาที่ทรงเรือ โอ.เค. หรือเมฆา เป็นเวลาที่ทรงพระสำราญจริง ๆพระองค์ท่านทรงแต่งฉลององค์ง่าย ๆ สบาย ๆ คือเรือประเภทนี้เป็นเรือที่ต้องเล่นคนเดียวและเวลาลมแรงจะต้องโหนเต็มที่ ที่อยู่ในเรือเฉพาะจากเข่าลงไปต้องรับนํ้าหนักเต็มที่ ฉะนั้นนักเล่นเรือใบทั้งหลายจะต้องป้องกันตัวใส่รองเท้าไม่ให้เจ็บเพราะจะต้องงัดกับส่วนหนึ่งของเรือและนุ่งกางเกงขายาวและบางทียังเอายางสอดไว้ในกางเกง แต่พระองค์ท่านไม่เคยแม้แต่รองพระบาทก็ไม่สวมและจะนุ่งสนับเพลาสั้น ฉะนั้นพระองค์จะต้องงัดกับเรือใบเต็มที่ต้องเจ็บพระองค์แน่ ๆ แต่ว่าพระองค์ท่านทรงชอบง่าย ๆ สบาย ๆ 

และอีกประการหนึ่งคือ พระปรีชาสามารถพระองค์ท่านจะใช้หลักการแบบที่คุณหมอรุ่งธรรมกล่าวคือจะทรงศึกษาเริ่มจากไม่มีอะไรเลย ไม่รู้อะไรจะนำตำราหนังสือต่าง ๆ ทั่วโลกมาทรงศึกษาจนรู้จริงและลองปฏิบัติด้วยพระองค์เองจนได้ผลเต็มที่ และแข่งแต่ละครั้งผลเป็นอย่างไรเมื่อเรือเข้าหาด จะทรงพระสำราญมาก จะประทับที่หาดทรายและขีดบนทรายว่าคนนั้นทำอย่างนี้คนโน้นทำอย่างนี้ ทำไมถึงถูกขึ้นหน้า ฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า จากการที่ทรงศึกษาผลที่ได้รับต่อไปจะทำดีขึ้น ดีขึ้นจนกระทั่งมีพระปรีชาสามารถตามที่คุณหมอกล่าว

นํ้าพระทัยของพระองค์ท่านในฐานะที่เป็นนักกีฬานั้นพระองค์ทรงยอมรับกติกาโดยไม่มีพระอารมณ์ ไม่มีพิโรธเวลาที่มีการผิดพลาดหรือถูกตัดสินให้แพ้ คือในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ปี 2510 ที่ทรงชนะเลิศได้เหรียญทองจากการแข่งขัน ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการแข่งขันเที่ยวสุดท้าย พระองค์ท่านทรงนำมาแล้วตามด้วยเรือของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตรราชกัญญาฯและพม่าเนื่องจากลมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจึงได้ทรงอ้อมผิดทุ่นกรรมการจึงตัดสิทธิ์ไม่ยิงปืนถวายเวลาเข้าเส้นชัยและพอเรือของสมเด็จพระเจ้าอยู่เธอเจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯเข้าเป็นที่สองก็ได้รับเสียงปืนถวายเป็นที่หนึ่ง และเมื่อทรงทราบว่าเหตุที่พระองค์ท่านไม่ได้รับเสียงปืนถวายเป็นที่หนึ่งเวลาเข้าเส้นชัย เนื่องจากพระองค์ท่านไม่ได้อ้อมทุ่นพระองค์ท่านทรงพระสรวลยอมรับโดยดุษฎี จึงทรงได้รับเหรียญทองคู่ทั้งสองพระองค์

ประการสุดท้ายที่จะเรียน คือ เมื่อพระองค์ท่านทรงโปรดและเห็นว่าเป็นกีฬาที่มีประโยชน์แต่ค่อนข้างแพง ก็ได้ทรงศึกษาออกแบบ เอาแบบที่ถูกที่สุด คือ เรือมดชาวต่างชาติเรียกว่าเรือโมท (Moth) พระองค์ท่านทรงออกแบบและทรงประดิษฐ์ขึ้นด้วยพระองค์เองและทดลองจนเป็นแบบที่สมบูรณ์จนเป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลก และได้พระราชทานเป็นแบบสำหรับต่อขึ้นทำให้กีฬาเรือใบในไทยซึ่งเมื่อก่อนเล่นกันในวงแคบก็ได้ขยายกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว



จากการอภิปรายพิเศษเกี่ยวกับการสนพระทัยการเกื้อหนุนวงการกีฬาของชาติตลอดจนพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในด้านกีฬานี้เป็นสิ่งที่คนในวงการกีฬาของประเทศไทยทุกคนภาคภูมิใจมากและพระราชกรณียกิจตลอดจนพระปรีชาสามารถของพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ องค์ประมุขของเราได้เป็นที่ยอมรับและกล่าวขวัญไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่วงการกีฬาระดับสูงสุดของโลก อย่างคณะกรรมการโอลิมปิคสากลก็ได้ยอมรับและได้มีมติทูลเกล้าถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ “โอลิมปิคสูงสดุ (ทอง)” แด่พระองค์อย่างสมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2530 ด้วย

พระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นองค์ประมุขของประเทศไทยและทรงเป็นนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่นี้เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศภาคภูมิใจมาก และน้อมรำลึกถึงเสมอว่า พระองค์ท่านคือ มิ่งขวัญและดวงใจของวงการกีฬาไทย.