มวยไทย : จากท้องถิ่นสู่โอลิมปิกเกมส์ !! (1)

"กีฬาเดลินิวส์" นำคุณไปเจาะลึก "มวยไทย" สู่ "โอลิมปิกเกมส์" มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ร่วมวิเคราะห์เจาะลึกกับ อ.ทิฆัมพร เอี่ยมเรไร แห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร

จันทร์ที่ 2 มกราคม 2560 13:54 น.
demo

ความฝันอันยิ่งใหญ่ระดับวาระแห่งชาติของแวดวงกีฬาเมืองไทย นอกจากแรงปรารถนาสูงสุดที่อยากเห็น “ฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก” แล้ว ความฝันไซส์ XXL อีกอย่างของคนไทยก็คือ อยากจะเห็น “มวยไทยได้รับการบรรจุเป็นกีฬาในโอลิมปิกเกมส์”

ณ วันนี้คงเดาได้ยากว่าความฝันอย่างไหนจะเป็นจริงก่อนกัน เมื่อพัฒนาการในรอบทศวรรษที่ผ่านมาของกีฬาทั้งสองชนิดต่างยกระดับความคาดหวังของคนไทยไปสู่จุดที่น่าพอใจทั้งคู่ โดยเฉพาะมวยไทยที่ยืนยันแล้วว่าคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ลงมติยอมรับให้เข้าเป็น “กีฬาในแผนการอุปถัมภ์” (provisional) ตามกฎบัตรโอลิมปิก (Olympic Charter) ข้อ 45 เพื่อพัฒนาความรู้ต่างๆ ด้านกีฬา บุคลากรที่เกี่ยวข้อง และการต่อต้านสารโด๊ป รวมถึงการสนับสนุนด้านงบประมาณของโอลิมปิกสากล โดยสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ (IFMA) จะได้เงินสนับสนุน 25,000 เหรียญสหรัฐต่อปีเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งหมายความว่านับจากโอลิมปิก เกมส์ ปี 2024 มวยไทยจะมีโอกาสได้เป็นหนึ่งในท่ามกลางอีกหลายตัวเลือกของไอโอซี (รวมมวยไทยด้วยขณะนี้มี 37 ชนิดกีฬา provisional) ที่จะได้รับการพิจารณาโหวตคัดเข้าไปเป็นกีฬาชนิดใหม่ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โดยมีข้อแม้ว่าหลังจบโปรแกรมพัฒนากีฬาของไอโอซีมวยไทยสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ที่ไอโอซีวางไว้ได้

กีฬา provisional เป็นอย่างไร? อธิบายตามหลักการกฎบัตรของโอลิมปิกสากลก็คือ เป็นชนิดกีฬาที่ยังไม่ได้รับการบรรจุเป็นกีฬาในโปรแกรมแข่งขันอย่างเป็นทางการที่ไอโอซียอมรับ จนกว่าองค์กรของกีฬาชนิดนั้นๆ จะดำเนินการผ่านหลักเกณฑ์จนเป็นที่ยอมรับของ 2 หน่วยงานสำคัญไอโอซีคือ สหพันธ์นานาชาติ (IF) และหน่วยงานต่อต้านสารกระตุ้นโลก (WADA) เสียก่อน

ขณะที่บรรดา “กีฬาหลัก” (core sports) ต่างๆ ที่คุ้นเคยกัน อาทิ กรีฑา ฟุตบอล บาสเก็ตบอล ยิงปืน เรือพาย หรือยิมส์นาสติก (ประมาณ 25-28 ชนิดกีฬา) ที่ล้วนเป็นกีฬาขาประจำอยู่แล้วนั้น ณ ปัจจุบันก็ไม่ได้รับการการันตีสถานภาพที่ถาวรนอนมาแต่อย่างใด หากนับตั้งแต่โอลิมปิกครั้งแรกปี 1896 ที่เอเธนส์ ประเทศกรีซเป็นต้นมา ก็มีการปรับเปลี่ยนทั้งเพิ่มใหม่ และถอนออกไปโดยตลอด หรือบางชนิดกีฬาก็ถูกถอดเข้าถอดออกก็มี เช่น มวยปล้ำ ยิงปืน มวยสากล หรือเบสบอล/ซอฟต์บอล แม้แต่กีฬายอดนิยมอย่างฟุตบอล ก็ยังเคยถูกถอดทิ้งมาแล้วในลอสแองเจลิส เกมส์ ที่สหรัฐอเมริกา ปี 1932 แต่ได้รับการสนับสนุนกลับมาทันทีในอีก 4 ปีถัดมาที่เบอร์ลิน เกมส์ เยอรมัน ปี 1936 



การปรับเปลี่ยนชนิดกีฬาในโอลิมปิก ด้านหนึ่งจึงเป็นโอกาสให้กีฬาตัวเลือกใหม่ๆ ในกลุ่ม provisional ได้ท้าทายศักยภาพตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางให้โอลิมปิกได้ปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผู้ชม สังคม วัฒนธรรม การเมือง สปอนเซอร์ สื่อมวลชน เทคโนโลยี ฯลฯ ไอโอซีจึงพร้อมเปิดอ้อมแขนรับกีฬาชนิดนั้นๆ เข้ามาทดลอง 

แต่กระบวนการนี้ไม่เกิดขึ้นทันทีทันใด ทว่าต้องผ่านการปรับแปลงเป็นขั้นเป็นตอนให้เข้ากับเกณฑ์มาตรฐานของโอลิมปิกสากลเสียก่อน เช่นกรณีของมวยไทยที่เพียรพยายามยื่นข้อเสนอต่อไอโอซีมาเป็นระยะ รวมทั้งอานิสงส์จากความนิยมแพร่หลายของมวยไทยเอง ที่เป็นส่วนหนึ่งทำให้ได้โอกาสในขั้นพื้นฐานในที่สุด ดังนั้นคณะกรรมการผลักดันกีฬามวยไทย โดยการนำของสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่น (IFMA) จำเป็นต้องวางแผนให้รัดกุมในช่วง 3 ปีนับจากนี้เพื่อทำตามคำแนะนำของไอโอซีที่จะทำให้มวยไทยเป็น “กีฬาสมัยใหม่” (modern sports) ในแบบที่ไอโอซีต้องการ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีหน่วยงานหลักภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลดูแล การกำหนดกฎเกณฑ์รูปแบบกติกาต่างๆ อาทิ ชุดแข่งขันที่ต้องดูดี มีความปลอดภัย มีระบบการตัดสินที่มีความน่าเชื่อถือ การแข่งขันมีระบบระเบียบไม่ซับซ้อนโดยอาจใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการแข่งขัน และการฝึกซ้อม เป็นต้น 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มวยไทยจะต้องสลัดให้หลุดจากคุณลักษณะความเป็น “กีฬาท้องถิ่น” (local sports) ที่มีกลิ่นอายความรุนแรงออกไป การใช้อาวุธทำคะแนนบางอย่าง เช่น ศอกที่กลายเป็นของมีคมอาจจะถูกห้าม ขณะเดียวกันก็ต้องพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่เข้ามา เช่น เกราะไฟฟ้า เฮดการ์ด หรือการใช้วิดีโอรีเพลย์ เป็นต้น และเมื่อเข้าเป็นกีฬาโอลิมปิกแล้ว มิติการไหว้ครู อุปกรณ์การแต่งกาย ชุดกีฬา หรือปี่มวยประกอบเกมก็อาจจะถูกตัดออกไป 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกชื่อกีฬาคำว่า “มวยไทย” อาจจะถูกตัดทิ้งไปเพื่อใช้คำอื่นที่เหมาะสมแทน เพราะมวยไทยมีคำว่า “ไทย” ที่ระบุ “ประเทศ” หรือ “ชาติ” เป็นเจ้าของ ซึ่งไม่สอดคล้องกับปรัชญาโอลิมปิกที่ต้องการให้กีฬาเป็นกีฬาของมวลชน

ประวัติศาสตร์มวยไทยถือกำเนิดจากการเป็น “ศิลปะป้องกันตัว” หรือ “ศิลปะการต่อสู้” (martial arts) นับตั้งแต่ยุคสงครามแบบการต่อสู้ตัวต่อตัวครั้งบรรพกาลที่ต้องสู้เพื่ออยู่รอด สู้เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ และสู้เพื่อยังชีพ ก่อนจะวิวัฒน์มาเป็นการละเล่น และการต่อสู้เป็นอาชีพบนเวที แม้ทุกวันนี้จะเป็นการแข่งขันที่เรียกว่า “กีฬา” แต่มวยไทยในเมืองไทยก็ยังรักษาความเป็น “ศิลปะการป้องกันตัว” ที่มีพิษสงอันตรายรอบด้านไว้อย่างเหนียวแน่น แม้จะผ่านการรับรูปแบบกีฬาสมัยใหม่มาแล้วในอดีตทั้งกฎกติกา การให้คะแนน กรรมการ เวทีมาตรฐาน นวมมวย กระจับ ฯลฯ แต่การใช้เท้า เข่า ศอก ก็ยังคงเป็นที่เตะตาคาใจชาวต่างชาติเสมอว่ามวยไทยยังเป็นกีฬาที่อันตราย


    
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากีฬาในโอลิมปิกเกมส์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะกีฬาต่อสู้บนเวทีในแนวทางเดียวกับมวยไทยไม่ว่าจะเป็น มวยปล้ำ เทควันโด มวยสากลสมัครเล่น หรือยูโด กีฬาเหล่านี้ล้วนเริ่มต้นจากการเป็นกีฬาท้องถิ่น หรือ “ศิลปะการป้องกันตัว” มาแล้วทั้งสิ้น ก่อนจะถูกปรับแต่งผ่านกฎเกณฑ์กติกา และข้อกำหนดต่างๆ จนกลายเป็นกีฬาสมัยใหม่ที่ลดภาพอันตรายออกไปเกือบหมด 

ดังนั้นการวางแผนอย่างก้าวกระโดดของมวยไทยจากท้องถิ่นสู่การเป็นกีฬาโลกาภิวัตน์ในโอลิมปิกครั้งนี้ มวยไทยจำเป็นต้องวางกรอบแนวทางการทำงานให้ชัดเจน อย่างแรกสุดคือจะต้องยอมรับให้ได้ว่า มวยไทยในส่วนที่จะ “ส่งออก” ไปเป็นกีฬาโอลิมปิกนั้น จะไม่ใช่มวยไทยที่คนไทยคุ้นเคยที่มีอันตรายรอบด้านอย่างที่เป็นมา ขณะที่พิธีกรรมในมิติต่างๆ ที่เคยเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ เช่น การไหว้ครู การใช้มงคล เวทย์มนต์คาถา และผ้าประเจียด ก็อาจจะถูกตัด และลดทอนไป.

โปรดติดตามตอนต่อไป

ทิฆัมพร เอี่ยมเรไร
มหาวิทยาลัยนเรศวร